สมาคมประกันชีวิตไทย แนะวางรากฐานความมั่นคง ควบคู่วางแผนภาษีปลายปี ชวนรู้ 5 เรื่องสิทธิประโยชน์ เลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับชีวิตและแผนการเงิน


นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส สุดท้ายของปีเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ทบทวนแผนการเงินและเตรียมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2569 โดยการทำประกันชีวิตเพื่อบริหารความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจ กระทบต่อรายได้ เงินออม และภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ทั้งการเสียชีวิต การเจ็บป่วย หรือการมี ชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานกว่าที่วางแผนไว้ การมีความคุ้มครองที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของ การสร้างความมั่นคงให้ชีวิต ช่วยรองรับผลกระทบทางการเงินจากเหตุไม่คาดฝัน ก่อนต่อยอดไปสู่ การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ซึ่งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันชีวิตแบบบำนาญ มีบทบาทในการดูแลความมั่นคง ตามความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเป็น ประโยชน์เพิ่มเติมที่ผู้มีรายได้ควรศึกษาและนำมาประกอบการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้รับ ความคุ้มครองที่เหมาะสมและใช้สิทธิของตนเองได้อย่างครบถ้วน สมาคมฯ ขอแนะนำ 5 เรื่องที่ควร พิจารณา ดังนี้
- ทบทวนแผนความคุ้มครอง ควบคู่กับตรวจสอบสิทธิภาษี ควรพิจารณาความต้องการคุ้มครองของตนเองและครอบครัว พร้อมประมาณการรายได้ตลอดปี ตรวจสอบค่าลดหย่อนภาษีที่มีอยู่รวมถึงเบี้ยประกันภัยจากกรมธรรม์เดิม เพื่อวางแผนความคุ้มครอง เพิ่มเติมและประเมินวงเงินที่ยังใช้สิทธิได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ยอดลดหย่อนเป็นจำนวนที่นำไปหัก ในการคำนวณเงินได้สุทธิ ไม่ใช่จำนวนเงินภาษีที่จะได้รับคืน ประโยชน์ทางภาษีจึงแตกต่างกันตามฐาน ภาษีและข้อมูลของแต่ละบุคคล การเข้าใจสิทธิของตนเองจะช่วยให้จัดสรรเงินสำหรับความคุ้มครอง และวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เลือกประกันชีวิตให้เหมาะกับช่วงชีวิตและชำระเบี้ยประกันภัยได้ต่อเนื่อง พิจารณาประกันที่มีอยู่ร่วมกับสิทธิรักษาพยาบาลและสวัสดิการจากนายจ้าง เพื่อให้เห็นว่า ต้องการเติมความคุ้มครองด้านใด เช่น การดูแลครอบครัวเมื่อผู้หารายได้หลักเสียชีวิต การเตรียม ค่ารักษาพยาบาล หรือการสร้างรายได้หลังเกษียณ พร้อมศึกษาผลประโยชน์ ข้อยกเว้น ระยะเวลาชำระ เบี้ยประกันภัย และระยะเวลาคุ้มครอง ซึ่งอาจไม่เท่ากัน สำหรับประกันสุขภาพควรพิจารณา เบี้ยประกันภัยที่อาจปรับตามอายุและเงื่อนไขกรมธรรม์ด้วย เพื่อให้วางแผนชำระเบี้ยประกันภัยได้ ต่อเนื่องและมีเงินสำรองสำหรับเหตุจำเป็น
- เข้าใจวงเงินประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เบี้ยประกันภัยของตนเองที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเบี้ยประกันภัยของประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยควรตรวจสอบ ยอดที่ใช้สิทธิได้จากหนังสือรับรองของบริษัท เนื่องจากเบี้ยประกันภัยแต่ละส่วนอาจมีสิทธิทางภาษี แตกต่างกัน
สำหรับผู้ที่ชำระเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดามารดา สามารถใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท แยกจากวงเงินประกันของตนเอง โดยบิดามารดาแต่ละคนต้องมีเงินได้ พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร หากบุตรหลาย คนร่วมจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์เดียวกัน ต้องเฉลี่ยสิทธิตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช้ยอดเต็มซ้ำกัน

- วางแผนประกันบำนาญร่วมกับการออมเพื่อเกษียณที่มีอยู่ เบี้ยประกันภัยของประกันแบบบำนาญที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้สิทธิเพิ่มเติมได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีในปีนั้น และไม่เกิน 200,000 บาท โดยส่วนนี้เมื่อรวมกับ เงินออมเพื่อเกษียณตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทในปีภาษีเดียวกัน หากยังใช้วงเงินประกันชีวิตและประกันสุขภาพรวม 100,000 บาทไม่เต็ม สามารถนำเบี้ย ประกันภัยของประกันแบบบำนาญมาใช้ในส่วนที่เหลือได้ก่อน แล้วจึงพิจารณาสิทธิเพิ่มเติมตามเงื่อนไข โดยเบี้ยประกันภัยจำนวนเดียวกันไม่สามารถนำไปใช้สิทธิซ้ำได้ จึงควรตรวจสอบเงินสะสมและสิทธิที่ใช้ ไปแล้วก่อนกำหนดวงเงินชำระเบี้ยประกันภัย
- ตรวจข้อมูลและเตรียมหลักฐานก่อนสิ้นปี ควรตรวจสอบยอดเบี้ยประกันภัยที่ชำระในปีภาษี 2569 หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย และสถานะการแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิภาษีกับบริษัท ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด เพื่อให้ข้อมูล ประกอบการยื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากพบข้อมูลคลาดเคลื่อนควรติดต่อแก้ไขล่วงหน้า นางนุสรา กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของ กรมสรรพากร โดยประกันชีวิตทั่วไปต้องคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ส่วนประกันแบบบำนาญจะมี เงื่อนไขเรื่องการจ่ายเบี้ยประกันภัยและการรับเงินบำนาญเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องยกเลิก เวนคืน หรือ ปรับเปลี่ยนกรมธรรม์ ควรสอบถามบริษัทประกันก่อนตัดสินใจ เพราะช่วงแรกมูลค่าเวนคืนอาจต่ำกว่า เบี้ยประกันภัยที่จ่ายไป ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความคุ้มครอง และหากผิดเงื่อนไขภาษี อาจต้องยื่นภาษี เพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย
“ความมั่นคงเป็นรากฐานของการสร้างความมั่งคั่ง การมีประกันที่เหมาะสมช่วยรองรับความ เสี่ยงที่อาจกระทบต่อฐานะทางการเงิน และลดโอกาสที่ครอบครัวจะต้องนำเงินออมหรือทรัพย์สินที่ สะสมไว้มาใช้กับเหตุไม่คาดฝัน การเลือกประกันจึงควรเริ่มจากความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ชีวิตและ สามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้ต่อเนื ่อง พร้อมพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ ผู้มีรายได้ควรทำความเข้าใจและใช้ให้ถูกต้อง เพื่อให้เงินที่จัดสรรวันนี้ช่วยดูแลทั้งความมั่นคงในปัจจุบัน และเป้าหมายในอนาคต” นางนุสรา กล่าว ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดความคุ้มครองและค่าเบี้ยประกันภัยที่สามารถใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษีได้จากบริษัทประกันชีวิต ตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิตที่มีใบอนุญาต และตรวจสอบ หลักเกณฑ์ภาษีเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th




